เรื่องเล่า ชาว ดิส อีส อะ บุ๊ค
เขียนโดย นานา
ณ
ตลาดใหม่ของตำบลบ้านกร่าง (ฝั่งเดียวกับ ธกส. เก่า) ในห้องเช่าบ้านเลขที่ 214/1 ที่ติดตั้งด้วยกระจกใสบานเลื่อน
ภายในห้องเช่าเต็มไปด้วยหนังสือ (ลามก อะ ไม่ช่าย)
ใครผ่านไปผ่านมาก็ต้องนึกเอาเองว่า เจ้าของห้องมันบ้าหนังสือ หรือว่า.....จะเปิดร้านเช่าหนังสือกันนะ
(รู้ความคิดชาวบ้านเค้าอีกนะ)
และแล้ววันหนึ่ง เด็กหญิง 2 คน ปั่นจักรยานซ้อนท้ายกันมาจอดหน้าห้องแล้วถามข้าพเจ้าว่า
“ พี่ๆ พี่เปิดให้เช่าหป่าวอะ”
“ อาววว คิดว่าพี่ซื้อมาอ่านเล่นเยอะขนาดนี้เลยรึไงหนู” คิดค่ะ แค่คิด แล้วข้าพเจ้าก็ตอบไปว่า
“ จ้า หนูอยากจะอ่านรึหป่าว เอาไปอ่านก่อนได้เลยนะ เข้ามาเลือกข้างในเลย
” 555++ ดิฉันรักเด็กค่ะ
เด็กๆ
แสดงออกถึงความดีใจ พอได้เห็นหนังสือที่มีหลากหลายประเภท ก็บอกว่า
“ โห หนังสือเยอะแยะเลย เนี่ย แบบนี้พี่สาวหนูชอบอ่าน” ไม่ได้โม้เพื่อจะโฆษณาร้านหนังสือนะ มีจริงๆ ค่ะ หนังสือนิยายของแจ่มใสก็มีค่ะ
ไม่เชื่อมาดูดี่
เมื่อเด็กหญิงทั้งสองเลือกหนังสือได้แล้วก็ถามข้าพเจ้าว่า
“ พี่คิดเท่าไหร่อะ”
“ โอ แม่เจ้า ไม่ทันตั้งตัว คิดราคากับเด็กๆ เท่าไหร่ดีเนี่ย ร้านก็ยังจัดไม่เสร็จ
หนังสือก็เพิ่งลง มีเรื่องไรบ้าง หรือมีกี่เล่มชั้นก็ยังไม่รู้เลย” ข้าพเจ้าคิดแค่เสี้ยว 5 วินาที แล้วบอกเด็กๆ ไปว่า
“ เอาไปเล่มละบาทก่อนแล้วกันนะ เพราะจริงๆแล้วตอนนี้ยังไม่เปิดให้เช่าเลย แต่เห็นว่าอยากอ่าน
ก็เอาเท่านี้ไปก่อนแล้วกัน พออ่านจบเมื่อไหร่ หนูอย่าลืมเอามาคืนนะ” นั่นไง วิญญาณนางสาวไทย รัก และเอ็นดูเด็กเข้าสิง เอาแล้วมั๊ยละ
แม่รู้ด่าข้าพเจ้าแน่ๆ เจ๊งแน่ๆ งานนี้ 555+++
และนี่คือที่มาที่ไปของการคิดค่าเช่าหนังสือช่วงที่ข้าพเจ้ายังจัดเตรียมอะไรต่อมิอะไรตั้งมากมายยังไม่เสร็จ
“ พี่คิดเท่าไหร่ครับ” น้องเอก เด็กพืชถาม
“ เล่มละบาทพอ”
“ จริงอะ”
“จีงงงงงง”
นี่ก็เป็นเรื่องที่ลูกค้าจะแปลกใจกับราคาเช่าเพียง 1 บาท เท่านั้น แถมบางครั้งถ้าลูกค้ามาแล้วร้านไม่เปิด คือว่าอารมณ์ขี้เกียจมาจัดร้าน
หรือข้ออ้างอะไรก็แล้วแต่หละนะ พอข้าพเจ้าเปิดร้านน้องเอกมาก็บอกว่า
“เมื่อวานเอกมาร้านไม่เปิดเลยฮะ”
พอน้องเอกเลือกหนังสือได้แล้วก็เอามาวางแล้วถามว่า
“ เท่าไหร่ครับพี่”
“ เอาไปอ่านเลยไป ไม่คิดตังค์ ”
“ จริงอะ”
“ จีงงงงงงง....” บุญของน้องเอกจริงๆ มาเจอคนติ๊งต๊องอย่างข้าพเจ้า
แม่รู้ด่าอีกแน่ๆ _ _’’ แต่เรื่องไรจะบอก ใครอ่านไปรู้จักแม่พี่
อย่าไปบอกนะ
2 เดือนผ่านไป คนแถวๆ ตลาดก็คง งงๆ ว่าเตรียมร้านอะไรกันนักหนา
เดี๋ยวย้ายตู้โน้นมาตรงนี้ เดี๋ยวทาสีผนังใหม่อีก พอรุ่งขึ้น เฮ้ยยยย....
ยัยเจ้าของห้องมันโละหนังสือออกจากตู้อีกแล้วอะ
ข้าพเจ้าต้องขอโทษทุกท่านที่ตั้งหน้าตั้งตารออ่านหนังสือทุกคน
เนื่องจากการจัด ตกแต่งร้าน และการลงทะเบียนหนังสือยังไม่เป็นที่พอใจเป็นอย่างมาก อีกอย่างงานประจำช่วงนี้เยอะมากเลยค่ะ
เลยทำให้เตรียมร้านไม่เสร็จซักที
คืนวันที่ 11 สิงหาคม 52 เวลา 23.oo น.
ขณะที่ข้าพเจ้ากำลังนั่งออกแบบป้ายหน้าร้าน ข้าพเจ้ามีสมาธิที่ดีมากค่ะ
ใจไปนึกถึงเรื่องการคิดค่าเช่าหนังสือว่าจะเอาไงดี สุดท้ายสรุปได้ว่า
ข้าพเจ้าอยากให้บ้านเกิดเมืองนอนของข้าพเจ้ามีแหล่งที่จะอ่านหนังสือดีๆ หรือเป็นแหล่งที่สามารถค้นคว้าหาความรู้ต่างๆเหมือนที่อื่นบ้าง
เนื่องจากแหล่งอ่านหนังสือของบ้านเรามีแต่ห้องสมุดของโรงเรียนที่เราไม่เคยได้เข้าไปอ่าน
และร้านหนังสือที่มีไว้สำหรับขายเท่านั้น และร้านเช่าอีกเพียงไม่กี่ร้าน หลายๆ คนที่ชอบอ่านหนังสือ
(นิยาย) ก็ต้องไปเช่าในราคาที่แพงของร้านในตัวเมือง
อีกอย่างนึงที่ช่วยข้าพเจ้าตัดสินใจในครั้งนี้ก็คือ
ช่วงแรกที่คิดจะเปิดร้านเช่าหนังสือมีหลายๆ คนบอกว่า คนบ้านกร่างไม่ชอบอ่านหนังสือ
และกลัวข้าพเจ้าจะมีรายได้ไม่ดีเหมือนทำอย่างอื่น แต่ในใจลึกๆ ของข้าพเจ้าคิดว่า คนบ้านเราไม่ชอบอ่านหนังสือหรือเพราะคนบ้านเรามีแหล่งให้อ่านหนังสือน้อยกันแน่นะ
“ เอาน่า ไหนๆ ก็ให้เช่าเล่มละบาทไปแล้วอะ
เปิดร้านคราวนี้ขอทำอย่างที่เคยฝันเอาไว้ก็แล้วกัน เปิดเป็นห้องสมุด(เอกชน)
ไปเลยดีกว่า ”
คำพิพากษาจากศาล
ในใจของข้าพเจ้าได้ตัดสินใจไปแล้วค่ะ เป็นไงเป็นกัน เจ๊งก็เจ๊งซิคะ
เมื่อก่อนเสียตังค์ซื้อสิ่งที่ไร้สาระมามาก ยังไม่เสียดายตังค์เลย แต่คราวนี้หลังจากที่ข้าพเจ้าได้สัมผัสกับการได้เปิดให้เช่าหนังสือแค่เพียง 2 เดือน แบบยังไม่เต็มที่กับมัน
ข้าพเจ้าก็สนุกกับการได้แบ่งปันหนังสือให้คนอื่นได้อ่านไปซะแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งบรรยากาศของตลาดใหม่นี้ก็มีเสน่ห์มากๆ
เลยค่ะ เช้าตรู่ก็ได้ยินเสียงประตูเปิดตั้งแต่ตี 5 กว่าๆ
(บ้านใครยังไม่รู้เลย สงสัยจะเป็นบ้านตากะยาย) สายๆ ก็ทยอยกันเปิด ประตูเหล็กแบบเลื่อนขึ้นลงนะคะ
เสียงไม่ใช่เบาๆ แล้วตามด้วยเสียงทีวี เสียงพูดคุย และเสียงรถราต่างๆ
ข้าพเจ้าชอบฟังเสียงพวกนี้ พอฟังไปก็คิดว่าเป็นเสียงประตูของบ้านไหน
บ้านใครเปิดทีวี รายการอะไร ฯลฯ
พอสายๆ
ก็มีเสียงเด็กๆ วิ่งเล่นกัน และอีกหนึ่งเสียงที่ทุกคนที่อาศัยในตลาดใหม่จะคุ้นเคยกันมากที่สุด
คือ ....... อยากจะเอาเป็นคำถามทายปัญหาเพื่อตอบชิงรางวัลของห้องสมุดเหลือเกินค่ะ แต่ข้าพเจ้าอยากเฉลยแล้วค่ะ
ว่าเสียงนั้นคือ เสียงร้องไห้ของน้องดรีมค่ะ เด็กผู้หญิงอายุประมาณ 3 ขวบมั๊งคะ เป็นลูกสาวของร้านเสริมสวยในตลาดนี้แหละค่ะ ตัวป้อมๆ ตัดผมม้าสั้นเลยติ่งหูมานิดนึง
น้องดรีมจะร้องทุกวันๆ ละหลายๆ ครั้ง ก็ไม่ได้นับหรอกค่ะ เอาเป็นว่าวันละหลายๆ
ครั้งนั่นแหละ บางวันเด็กๆ จะวิ่งมาอ่านการ์ตูน
“ม่อนๆ” ของน้องดรีม (โดเรม่อน)
ตอนแรกข้าพเจ้าจะใส่เจ้าม่อนไว้ในกล่องเล็กๆ ให้เด็กๆ ได้อ่านกัน
อ่านเสร็จก็ให้เอาเก็บไว้ในกล่อง หลังๆ หนังสือและของเริ่มเยอะขึ้นเลยต้องเอากล่องไปใส่อย่างอื่น
จึงจำเป็นต้องย้าย “ม่อน” ไปไว้ในชั้นหนังสือโดยให้เป็นชั้นของ
“ม่อน” โดยเฉพาะ เด็กๆ จะสนุกกับการเรียง
“ม่อน” ไว้ในชั้นของตัวเอง (นอกจากม่อนแล้วยังมีกบตัวเขียวๆ ด้วยค่ะ เรียกไม่ถูกเดี๋ยวพรุ่งนี้จะลงไปดูในชั้นดีกว่าว่าเป็นการ์ตูนเรื่องอะไร...update
ล่าสุด เมื่อคืนไปดูแล้วว่ากบตัวเขียวคือเรื่อง เคโรโระ นั่นเอง แล้วก็มีเรื่อง
โปเกม่อนด้วยค่ะ)
บางวันเด็กๆ
จะมายืมหนังสือไปอ่านที่บ้าน อยู่ ป.1 เองค่ะ
เลยให้ไปอ่านฟรีๆ พอวันรุ่งขึ้นก็เอามาคืนด้วยตัวเอง ข้าพเจ้ารักความรับผิดชอบของเด็กคนนี้ค่ะ
หนังสือไม่ยับด้วยนะคะ ข้าพเจ้าถามว่า
“ สนุกมั๊ย”
“ สนุกกกก แม่หนูอ่านให้ฟังงงง ตั้ง 2 รอบ”
ข้าพเจ้า
มองหน้าเด็กไปด้วยระหว่างที่ตอบคำถาม คุณคิดว่าหน้าเด็กจะเป็นไงคะระหว่างที่ตอบประโยคนี้ขึ้นมา
แค่ได้ยินแบบนี้และใบหน้าเด็กที่มีความสุขก็ทำให้ข้าพเจ้ามีความสุขไม่แพ้ เด็กคนนี้แล้วค่ะ
คุณคิดว่าจะมีซักกี่ครอบครัวในตำบลของเราที่แม่อ่าน “ม่อน”
ให้ลูกสาวฟังก่อนนอนน่ะค่ะ (ซึ้ง)
บางครั้งการให้บางสิ่งกับคนๆ
หนึ่งไปโดยไม่หวังเงินทองก็คุ้มและทำให้เรามีความสุขไม่มากไปกว่าการที่เราถูกหวยเลยนะคะ (เปรียบเทียบไปงั้น เพราะตั้งแต่เกิดมายังไม่เคยถูกหวยเลยค่ะ)
การเปิดเป็นห้องสมุดนั้นข้าพเจ้าต้องเสี่ยงกับรายรับที่จะน้อยลงมากกว่าที่จะเปิดเป็นร้านเช่าหนังสือ
ข้าพเจ้าต้องอยู่รอด ปลอดภัยค่ะ
และสำคัญเพื่อให้พ่อกับแม่และแฟนคลับสบายใจได้ว่าข้าพเจ้าจะมีรายรับเพื่อจ่ายค่าห้องเช่า
ค่าน้ำ ค่าไฟ และค่าบริการอินเตอร์เน็ต รวมถึงรายจ่ายอื่นๆ อาทิ เช่น หนี้ค้างชำระ....
อะไรเทือกนี้ ข้าพเจ้าจึงจำเป็นต้องมีการเก็บค่าบำรุงรายปี
และค่าปรับในการคืนหนังสือที่ล่าช้า ซึ่งใช้เกณฑ์ของห้องสมุดเทศบาลมาเทียบ
แต่ข้าพเจ้าจะคิดในราคาที่น้อยกว่าเนื่องจากมีหนังสือน้อยกว่าและสถานที่ก็เล็กกว่ามากๆ
อ่านกันมาจนถึงขนาดนี้แล้ว รู้มั๊ยคะ ว่ายังมีอะไรที่ไม่ได้บอก
ชื่อของห้องสมุดค่ะ
ณ ห้องเช่าเลขที่ 214/1 มีชื่อว่า This
s A BooK (ดิส อีส อะ บุ๊ค) ค่ะ
หลานคนหนึ่งอ่านว่า “ ดิส อีส เอ บุ๊ค”
“ ดีมากกกกก....”
ข้าพเจ้าไม่บอกนะคะว่าหลานคนนี้ชื่ออะไร แต่เป็นน้องสาวเกมส์ค่ะ
อยู่ หมู่ 5 ไง ที่เป็นคู่แฝดกันน่ะค่ะ จำได้ยังคะ
555+++
This s A
BooK
.
.
.
ที่มาที่ไปของชื่อ ไม่ต้องถามนะคะ ขี้เกียจอธิบาย
เอาเป็นว่า ชอบชื่อนี้ เลยเอามาตั้งเป็นชื่อห้องสมุดไงคะ
edit @ 17 Aug 2009 00:58:45 by ThisIsABook